สีในการอนุรักษ์งานศิลปะ: การวัด การเสื่อมสภาพ และกลยุทธ์การอนุรักษ์ (ตอนที่ 1-2)
สีเป็นลักษณะพื้นฐานของวัตถุมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และความหมายเชิงสัญลักษณ์ ผู้เขียนจึงขอสังเคราะห์องค์ความรู้และงานวิจัยปัจจุบันเกี่ยวกับการวัดสี การบันทึกข้อมูลสี กลไกการเสื่อมสภาพของสี และกลยุทธ์การอนุรักษ์สีในงานอนุรักษ์ศิลปวัตถุมาเพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้อ่านของ Science Conservation Center for Art (SCICCA)
บทความนี้ แบ่งเป็น 8 ตอน โดยทั้ง 8 ตอน มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นถึงแนวปฏิบัติด้านการอนุรักษ์สมัยใหม่ที่ได้บูรณาการเทคนิคการถ่ายภาพเชิงสเปกตรัมแบบไม่สัมผัสวัตถุ การทดสอบความคงทนต่อแสงและเทคนิคการบูรณะเชิงคำนวณ (computation restoration) เพื่อรักษาความถูกต้องและความสมบูรณ์ของสีในวัตถุมรดกทางวัฒนธรรม โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย
- การถ่ายภาพแบบมัลติสเปกตรัม (Multispectral Imaging) และไฮเปอร์สเปกตรัม (Hyperspectral Imaging): ช่วยให้สามารถระบุชนิดของสารสี และสร้างแผนที่ข้อมูลการเสื่อมสภาพของวัสดุได้ในระดับพื้นที่ย่อยที่มีความละเอียดต่ำกว่าหนึ่งมิลลิเมตร
- ปฏิกิริยาเคมีทางแสง (Photochemical Reactions): ออกซิเจนในบรรยากาศ และการเปลี่ยนแปลงเฉพาะของวัสดุแต่ละชนิด เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสี โดยพบว่าสภาพแวดล้อมที่ปราศจากออกซิเจน (Anoxic Environment) สามารถลดการซีดจางของสีได้ประมาณ 2–4 เท่า สำหรับวัสดุส่วนใหญ่ (มีตัวอย่างของถ้ำ Chauvet-Pont-d’Arc มาเล่าสู่ฟังกัน)
- กลยุทธ์การอนุรักษ์สี: ครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมแสงเพื่อการป้องกัน การจัดการสภาพบรรยากาศ การดำเนินการอนุรักษ์ทางกายภาพโดยอาศัยข้อมูลจากสเปกโทรสโกปี ตลอดจนการบูรณะเชิงดิจิทัลที่ใช้เทคนิค Machine Learning
แนวโน้มที่สำคัญในอนาคตคือการพัฒนาฐานข้อมูลสเปกตรัมแบบบูรณาการ การประยุกต์ข้อมูลไฮเปอร์สเปกตรัมร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการปรับปรุงมาตรฐานการจัดแสงด้วย LED ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงทั้งคุณภาพการมองเห็นและความปลอดภัยของวัสดุทางศิลปะ
1. บทนำ
สีเป็นหนึ่งในลักษณะที่รับรู้ได้ทันทีและทรงพลังที่สุดของวัตถุมรดกทางวัฒนธรรม โดยทำหน้าที่ถ่ายทอดเจตนารมณ์ทางสุนทรียศาสตร์ ความหมายเชิงสัญลักษณ์ และบริบททางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สารสีแร่ที่สดใสในจิตรกรรมฝาผนังโบราณ สีย้อมอินทรีย์ในสิ่งทอที่ซีดจางได้ง่าย ไปจนถึงชั้นสีอันซับซ้อนในภาพวาดสีน้ำมัน สีเหล่านี้สะท้อนทั้งวิสัยทัศน์เชิงสร้างสรรค์ของศิลปินและวัฒนธรรมทางวัตถุของอารยธรรมต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม สีเป็นสมบัติที่เปราะบางโดยธรรมชาติ การได้รับแสง มลพิษในบรรยากาศ และความผันผวนของสภาพแวดล้อม สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและกายภาพที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่งผลให้ลักษณะปรากฏของวัตถุเปลี่ยนแปลง ลดทอนความแท้จริง และคุณค่าทางวัฒนธรรมของวัตถุ [1–3]
การอนุรักษ์สีในมรดกทางวัฒนธรรมจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขาวิชา ได้แก่ ประวัติศาสตร์ศิลปะ วัสดุศาสตร์ เคมีวิเคราะห์ และฟิสิกส์เชิงแสง ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพแบบไม่สัมผัส การวิเคราะห์สเปกโทรสโกปี และวิธีการเชิงคำนวณ ได้เปลี่ยนแปลงวงการอนุรักษ์อย่างมาก ทำให้นักอนุรักษ์สามารถบันทึกข้อมูลสีได้อย่างแม่นยำในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ศึกษากลไกการเสื่อมสภาพในระดับโมเลกุล และออกแบบแนวทางการอนุรักษ์ที่เหมาะสมซึ่งสร้างสมดุลระหว่างการเก็บรักษาและการเปิดให้สาธารณชนเข้าถึง [4–6] ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านจากระบบแสงสว่างแบบหลอดไส้และหลอดฮาโลเจนไปสู่การใช้ LED ในพิพิธภัณฑ์ ได้กระตุ้นให้เกิดการศึกษาแบบจำลองความเสียหายจากสเปกตรัมแสงและมาตรฐานการจัดแสงอย่างจริงจังอีกครั้ง [7–9]
บทความ 8 ตอนนี้นำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมขององค์ความรู้และแนวปฏิบัติปัจจุบันด้านการอนุรักษ์สี โดยครอบคลุมเทคนิคการวิเคราะห์ที่ใช้ในการวัดและบันทึกข้อมูลสี กลไกเคมีเชิงแสงและปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสี ตลอดจนกลยุทธ์การอนุรักษ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การควบคุมสภาพแวดล้อมเชิงป้องกันไปจนถึงการบูรณะเชิงดิจิทัล เพื่อรักษาความถูกต้องและความสมบูรณ์ของสี การวิเคราะห์นี้อ้างอิงจากบทความวิชาการที่ ครอบคลุมหัวข้อด้านการถ่ายภาพแบบมัลติสเปกตรัม การทดสอบไมโครเฟดดิ้ง เคมีของสารสี และการประยุกต์เทคนิค Machine Learning บทความนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้
- หัวข้อที่ 2 นำเสนอพื้นฐานทางทฤษฎีของวิทยาศาสตร์สีในบริบทของการอนุรักษ์
- หัวข้อที่ 3 ทบทวนเทคนิคการวัดและการบันทึกข้อมูลสี โดยเน้นศักยภาพและข้อจำกัดของการถ่ายภาพ การวิเคราะห์สเปกโทรสโกปี และการวัดสี
- หัวข้อที่ 4 อธิบายวิทยาศาสตร์ของการซีดจางของสี พร้อมสังเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับกลไกเคมีเชิงแสง ผลกระทบของออกซิเจน พฤติกรรมเฉพาะของสารสีแต่ละชนิด และอิทธิพลของสเปกตรัมแสง
- หัวข้อที่ 5 สำรวจแนวทางการบูรณะและการอนุรักษ์ ตั้งแต่มาตรการเชิงป้องกันไปจนถึงการแทรกแซงทางกายภาพและดิจิทัล
- หัวข้อที่ 6 การบูรณาการวิธีการต่าง ๆ ประเด็นด้านจริยธรรม และองค์ความรู้ที่ยังคงต้องค้นคว้า
- หัวข้อที่ 7 เสนอแนวทางการวิจัยในอนาคตและข้อเสนอแนะสำหรับการปฏิบัติงาน
- หัวข้อที่ 8 สรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากการศึกษาและอภิปรายผลกระทบต่อการดูแลรักษาสีในมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
โดยรวมแล้ว บทความฉบับนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สี เทคโนโลยีการวิเคราะห์สมัยใหม่ และแนวปฏิบัติด้านการอนุรักษ์ เพื่อสนับสนุนการปกป้องคุณค่าและความหมายของสีในมรดกทางวัฒนธรรมสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต
2. ความเป็นมาและพื้นฐานทางทฤษฎี
2.1 ความสำคัญของสีในมรดกทางวัฒนธรรม
สีในมรดกทางวัฒนธรรมมีบทบาทหลากหลาย ทั้งในฐานะองค์ประกอบทางสุนทรียศาสตร์ที่เป็นหัวใจของการแสดงออกทางศิลปะ ตัวกลางในการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์และศาสนา และลักษณะเฉพาะทางวัสดุที่ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด เทคนิคการสร้างสรรค์ และบริบททางประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ในงานศิลปกรรมแบบ Byzantine Iconography การเลือกใช้สารสี Ultramarine Blue แทน Azurite หรือการประดับด้วยแผ่นทองคำเปลว สะท้อนทั้งสัญลักษณ์ทางเทววิทยา สถานะทางเศรษฐกิจ และแนวปฏิบัติของสำนักช่างในยุคนั้น [10] ในจิตรกรรมฝาผนังของจีน การใช้สารสีอนินทรีย์ เช่น ชาด หรือ Cinnabar, Azurite, Malachite และ Orpiment สะท้อนทั้งรสนิยมทางสุนทรียศาสตร์และความพร้อมของทรัพยากรธรณีวิทยาในแต่ละภูมิภาค [1] ส่วนในภาพยนตร์ยุคแรก สีย้อม หรือ dye ที่ใช้ในกระบวนการสร้างสี เช่น Technicolor และ Eastmancolor เป็นองค์ประกอบสำคัญของภาษาทางภาพในภาพยนตร์ศตวรรษที่ 20 และปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของโลก [2] การสูญเสียหรือการเปลี่ยนแปลงของสีไม่เพียงส่งผลต่อความงดงามทางสายตาของวัตถุเท่านั้น แต่ยังลดทอนความแท้จริง และคุณค่าเชิงการตีความอีกด้วย สิ่งทอที่ซีดจาง สารสีที่มีส่วนประกอบของตะกั่วซึ่งเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ หรือชั้นวานิช (สารเคลือบ) ที่เปลี่ยนสี ล้วนบดบังเจตนาดั้งเดิมของศิลปินและเป็นอุปสรรคต่อความเข้าใจทางวิชาการ ดังนั้น การบันทึกข้อมูล การวิเคราะห์ และการอนุรักษ์สี จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญในวิทยาศาสตร์การอนุรักษ์และการปฏิบัติงานด้านอนุรักษ์ [11,12]


ออร์พิเมนต์ (Orpiment) มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน aurum ซึ่งหมายถึง “ทองคำ” และ pigmentum ซึ่งหมายถึง “สารสี” ส่วน ซินนาบาร์ (Cinnabar) มาจากคำในภาษาเปอร์เซีย zinjifrah ซึ่งหมายถึง “เลือดมังกร” เม็ดสีทั้งสองชนิดนี้ได้รับความนิยมและมีคุณค่าอย่างมากในอดีต เนื่องจากมีสีสันสดใสโดดเด่น ซินนาบาร์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของเม็ดสีแดง เวอร์มิเลียน (Vermilion) ถูกนำมาใช้ตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ซินนาบาร์สามารถเสื่อมสภาพตามธรรมชาติและเปลี่ยนเป็น เมตาซินนาบาร์ (Metacinnabar) ซึ่งเป็นแร่สีดำได้


อะซูไรต์ (Azurite) มีรากศัพท์มาจากคำภาษาเปอร์เซีย lazhward ซึ่งหมายถึง “สีน้ำเงิน” ส่วน มาลาไคต์ (Malachite) เป็นสารสีจากแร่สีเขียว ทั้งสองชนิดถูกนำมาใช้ในงานศิลปะมาตั้งแต่สมัยโบราณในหลายภูมิภาคของแอฟริกา ยุโรปเหนือ และเอเชีย อะซูไรต์สามารถเสื่อมสภาพตามธรรมชาติและเปลี่ยนเป็นมาลาไคต์ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ภาพวาดบางชิ้นมีโทนสีเขียวปรากฏขึ้นในบริเวณที่เดิมเคยเป็นสีน้ำเงินสาร สีนี้ใช้ในภาพพระแม่มารีแห่งชัยชนะ (The Virgin of Victory), ฌอง ฟูเกต์ (Jean Fouquet) ราว ค.ศ. 1458–1460 © RMN–Grand Palais (พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์) / Jean-Gilles Berizzi


ฮีมาไทต์ (Hematite) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก haimatitis ซึ่งหมายถึง “สีแดงเลือด” ส่วน เกอไทต์ (Goethite) ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ โยฮันน์ โวล์ฟกัง ฟอน เกอเธอ (Johann Wolfgang von Goethe) กวีและนักคิดผู้หลงใหลในแร่วิทยา แร่ทั้งสองชนิดเป็น ออกไซด์ของเหล็ก ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีองค์ประกอบทางเคมีใกล้เคียงกันมาก อย่างไรก็ตาม สามารถแยกความแตกต่างได้ง่ายจากสีของผงแร่ โดย ฮีมาไทต์ ให้สี แดงแบบ Red Ochre เกอไทต์ ให้สี น้ำตาลแบบ Brown Ochre
2.2 แนวคิดพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์สีสำหรับการอนุรักษ์
การรับรู้สีเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสง วัสดุ และระบบการมองเห็นของมนุษย์ ในบริบทของการอนุรักษ์ สีมักถูกอธิบายด้วย ค่าการสะท้อนแสงเชิงสเปกตรัม (Spectral Reflectance) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของแสงตกกระทบที่สะท้อนกลับจากพื้นผิวในแต่ละช่วงความยาวคลื่น มากกว่าการใช้ค่าสี RGB ที่ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ หรือการเรียกชื่อสีตามการรับรู้ของมนุษย์
ค่าการสะท้อนแสงเชิงสเปกตรัมเป็นสมบัติพื้นฐานของวัสดุ ซึ่งช่วยให้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้อย่างถูกต้องและเชื่อถือได้ระหว่างเครื่องมือวัด แหล่งกำเนิดแสง และช่วงเวลาที่แตกต่างกัน [13,14] ค่าเชิงปริมาณทาง Colorimetry ที่สำคัญ ได้แก่
- ค่าไตรสติมูลัสของ CIE (CIE Tristimulus Values: X, Y, Z) และค่าที่ได้จากการแปลงค่า CIEXYZ ได้แก่ CIELAB (L*, a*, b*) ซึ่งเป็นระบบสีที่ออกแบบให้สอดคล้องกับการรับรู้ของมนุษย์ และสามารถใช้วัดความแตกต่างของสี (ΔE) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เมตาเมอริซึม (Metamerism) คือปรากฏการณ์ที่พื้นผิวสองชนิดซึ่งมีสเปกตรัมการสะท้อนแสงแตกต่างกัน อาจมองเห็นเป็นสีเดียวกันภายใต้แหล่งกำเนิดแสงชนิดหนึ่ง แต่ปรากฏเป็นสีที่แตกต่างกันเมื่อเปลี่ยนแหล่งกำเนิดแสง ปรากฏการณ์นี้เป็นปัจจัยสำคัญในการเติมแต่งสี และการจับคู่สีในงานอนุรักษ์ [13]
- ความคงทนต่อแสง (Lightfastness) หมายถึงความสามารถของสารให้สีในการต้านทานการซีดจางที่เกิดจากแสง โดยทั่วไปประเมินจากมาตรฐานที่กำหนดไว้ เช่น Blue Wool Standards หรือในปัจจุบันมีการใช้เทคนิค ไมโครเฟดดิ้งสเปกโทรเมทรี (Microfading Spectrometry) มากขึ้น ซึ่งสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของสเปกตรัมสีภายใต้การฉายแสงขนาดเล็กที่ควบคุมได้อย่างแม่นยำ [3], [15]
ความเข้าใจในแนวคิดพื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความข้อมูลจากการวิเคราะห์ การออกแบบวิธีการอนุรักษ์ การวางแผนการบูรณะ และการสื่อสารผลการศึกษาให้กับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชา ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรม
References
- Gegenzhula et al. Research on Pigment Analysis and Protection of Fahai Temple Murals Based on High-Resolution Multispectral Imaging Technology. Acad. J. Sci. Technol. 2025. https://doi.org/10.54097/9nvyc167
- Liu et al. Digital Restoration of Colour Cinematic Films Using Imaging Spectroscopy and Machine Learning. Sci. Rep. 2022. https://doi.org/10.1038/s41598-022-25248-5
- Hoyo-Meléndez. Physico-Chemical Characterisation and Light Stability of Dyes and Pigments Found in Cultural Heritage Objects: Insights from Microfading Testing for Assessing Light Fastness. Color. Technol. 2024. https://doi.org/10.1111/cote.12788
- Kubik. Preserving the Painted Image: The Art and Science of Conservation. J. Int. Colour Assoc. 2010.
- Dawson. Examination, Conservation and Restoration of Painted Art. Color. Technol. 2007. https://doi.org/10.1111/j.1478-4408.2007.00096.x
- Pinilla et al. Spectral Damage Model for Lighted Museum Paintings: Oil, Acrylic and Gouache. J. Cult. Herit. 2016. https://doi.org/10.1016/j.culher.2016.05.005
- Villmann et al. The Influence of Atmospheric Oxygen on the Color Change of Selected Historic Pigments and Dyes Caused by Narrow Band Optical Radiation. Stud. Conserv. 2021. https://doi.org/10.1080/00393630.2020.1762401
- Lunz et al. Can LEDs Help with Art Conservation? Impact of Different Light Spectra on Paint Pigment Degradation. Stud. Conserv. 2016. https://doi.org/10.1080/00393630.2016.1189997
- Luo, Y.; Liu, X.-M.; Zhang, J.; Li, Y.-D.; Zhou, W.; Chen, W.-M. Study on Irradiation Damage of Photosensitive Cultural Relics Caused by Spectra of Exhibition Illumination Source. Spectrosc. Spectr. Anal. 2019, 39 (5), 1610. https://doi.org/10.3964/j.issn.1000-0593(2019)05-1610-08
- Amanatiadis et al. Consistent Characterization of Color Degradation Due to Artificial Aging Procedures at Popular Pigments of Byzantine Iconography. Minerals 2021, 11 (7), 782. https://doi.org/10.3390/min11070782
- Barandoni et al. Colour Fragility. Lect. Notes Comput. Sci. 2025. https://doi.org/10.1007/978-3-032-07792-9_6
- Miliani et al. Photochemistry of Artists' Dyes and Pigments: Towards Better Understanding and Prevention of Colour Change in Works of Art. Angew. Chem., Int. Ed. 2018. https://doi.org/10.1002/anie.201802801
- Berns, R. S.; Imai, F. H. Pigment Identification of Artist Materials Via Multi-Spectral Imaging. In Proceedings of the IS&T 9th Color and Imaging Conference; 2001; pp 85–90. https://doi.org/10.2352/cic.2001.9.1.art00016
- Maino et al. Color Management and Virtual Restoration of Artworks. 2015. https://doi.org/10.1007/978-3-319-09363-5_7
- Carrión-Ruiz et al. Color Degradation Mapping of Rock Art Paintings Using Microfading Spectrometry. J. Cult. Herit. 2021. https://doi.org/10.1016/j.culher.2020.10.002